หญิง-ชาย-วัยทอง กับ โรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่ทำให้ความแข็งแรงของกระดูกลดลง หากตัดเนื้อกระดูกของผู้ที่เป็นโรคนี้มาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบว่าเนื้อกระดูกมีรูพรุนเต็มไปหมด คล้ายกับไม้ที่ถูกปลวกกัดกินจนผุไปหมด ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคนี้จึงกระดูกหักได้ง่ายมาก
ในภาวะปกติร่างกายของเราจะมีการสร้าง และสลายกระดูกเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในวัยเด็กการสร้าง จะมากกว่า การสลาย ร่างกาย จึงมีเนื้อกระดูกสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุประมาณ 30 ปี ก็จะเป็นวัยที่ร่างกายมีเนื้อกระดูกสะสมอยู่มากที่สุด ในวัยนี้จะมีการสร้าง และสลายกระดูก เกิดขึ้นในอัตราที่พอๆกัน จึงทำให้ร่างกายมีเนื้อกระดูกคงที่ในระดับสูงสุดนี้ต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อย่างเข้าสู่วัยทอง การสลายกระดูกเกิดขึ้นมากกว่าการสร้างกระดูก จึงทำให้กระดูกบางลง เมื่ออายุมากขึ้นกระดูกก็ยิ่งบางลงไปอีก เมื่อบางลงถึงจุดหนึ่งก็จะเป็นโรคกระดูกพรุน
ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีการสะสมเนื้อกระดูกไว้ได้น้อยกว่า ดังนั้นเมื่อถึงวัยที่มีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้าง จึงทำให้เนื้อกระดูกบางลงจนถึงระดับกระดูกพรุนได้เร็วกว่า ในขณะเดียวกันเมื่อเข้าสู่วัยทอง ระดับฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้อัตราการสลายตัวของกระดูกออกมาเร็วขึ้นไปอีก ในขณะที่ผู้ชายไม่มีช่วงเวลาที่ฮอร์โมนเพศลดลงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้กระดูกพรุนช้ากว่า
คัดจาก... โรคกระดูกพรุนในวัยทอง รศ.พญ.มณี รัตนไชยานนท์
โรคเบาหวานและดัชนีน้ำตาล
โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถูกกล่าวขวัญกันมานาน ว่าเป็นโรคที่มีอัตราการส่งผ่านทางพันธุกรรมของครอบครัว เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เห็นได้ชัด และนอกเหนือจากปัจจัยเสี่ยงทางด้านพันธุกรรมแล้ว การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือที่เข้าข่ายว่าเป็นโรคอ้วนนั้น ก็นับเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง
วิธีการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอันตรายจากโรคเบาหวาน คงหนีไม่พ้นการรักษาน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วน พยายามใช้การเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะสามารถลดน้ำหนักตัว หรือ คงน้ำหนักตัวไว้ได้ จะเห็นได้ชัดว่า ปัจจัยสำคัญในการควบคุมน้ำหนักตัวไว้ไม่ให้อ้วนนั้น ต้องเข้มงวดในการ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ได้แก่ ไม่รับประทานอาหารจุกจิก ฯลฯ
ปรับเปลี่ยนคุณภาพอาหาร ประเด็นหลักๆที่ควรให้ความสนใจ คือ
ควรลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันสัตว์ , เนย , กะทิ ฯลฯ และลดอาหารประเภททอด และ ผัด
เลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรทที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง , ข้าวโพด , ลูกเดือย , ขนมปังโฮลวีท ฯลฯ
เลือกรับประทานผัก ผลไม้ ที่รสไม่หวานจัด หลากหลายชนิด และ เป็นประจำทุกวัน
เลือกรับประทานโปรตีนจากพืช หรือ ปลา แทนเนื้อสัตว์
เลือกอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ
คำว่า ดัชนีน้ำตาล นี้ คือ ค่าที่บอกให้เราทราบว่าอาหารที่กินเข้าไปเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือด และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นรวดเร็วเพียงใด
อาหารที่มีดัชนีน้ำตาล ไม่เกิน 55 มีผลต่อการขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดน้อยมาก
อาหารที่มีดัชนีน้ำตาล ไม่เกิน 70 มีผลต่อการขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดปานกลาง
โดยเทียบกับดัชนีน้ำตาลของ กลูโคส ซึ่งมีค่า = 100 เป็นเกณฑ์มาตรฐาน
อาหาร |
ดัชนีน้ำตาล |
อาหาร |
ดัชนีน้ำตาล |
ข้าว |
88 |
อินทผลัม |
103 |
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป |
47 |
แอปเปิล |
38 |
ข้าวซ้อมมือ |
59 |
องุ่น |
46 |
วุ้นเส้น |
26 |
แครอท |
49 |
มันฝรั่งอบ |
85 |
น้ำผึ้ง |
58 |
เส้นหมี่ |
58 |
นมเต็มไขมัน |
34 |
สปาเก็ตตี้ |
41 |
น้ำตาลทราย |
64 |
มักกะโรนี |
45 |
นมช็อคโกแลต |
34 |
มันเทศ |
51 |
แตงโม |
72 |
ขนมปังโฮลวีท |
72 |
นมถั่วเหลือง |
30 |
เผือก |
54 |
สับปะรด |
66 |
ส้ม |
44 |
ถั่วลิสง |
15 |
กล้วยหอมสุก |
62 |
แคนตาลูป |
65 |
คนที่ยังไม่เป็นเบาหวาน และ ไม่อยากเป็นเบาหวาน ก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตเหมือนคนที่เป็นเบาหวานได้เหมือนกันนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดไปดีกว่ามั้ยคะ
คัดจาก Healthy Living : นิตยสาร HealthToday
อาหารกับมะเร็ง
คำว่ามะเร็งหรือ CANCER มีความหมายถึง กลุ่มของโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดที่อวัยวะใดก็จะมีชื่อเรียกเฉพาะอวัยวะนั้นๆ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม เป็นต้น มะเร็งไม่ว่าจะเป็นของอวัยวะใดหรือเกิดขึ้นที่ส่วนไหนของร่างกาย ก็คงเป็นโรคที่เกี่ยวกับเซลล์ของร่างกายนั่นเอง สำหรับในคนที่มีเซลล์ผิดปกติอยู่ในร่างกายหรือที่เรียกว่า เนื้องอกนั้น เซลล์ของอวัยวะนั้นๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงผิดไปจากเดิมทำให้การทำหน้าที่ของเซลล์นั้นไม่เหมือนเดิม แม้นว่าจะอยู่ตรงอวัยวะเดิมก็ตามจำนวนเซลล์ที่สร้างขึ้นใหม่ก็มีจำนวนมากกว่าปกติมากมาย จนในที่สุดเซลล์ที่ผิดปกติและมีจำนวนมากมายนี้ ก็จะทำลายเซลล์ปกติของร่างกายในบริเวณนั้น ตลอดจนเนื้อเยื่อโดยรอบด้วย
เซลล์ที่ผิดปกติเหล่านี้เรียกว่า "เนื้องอก" หรือ " TUMOR" ซึ่งยังสามารถแบ่งออกไปได้เป็น 2 ชนิด ใหญ่ๆ คือ
เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง ซึ่งไม่ใช่มะเร็ง เซลล์ของเนื้องอกเหล่านี้สามารถเบียดเซลล์ปกติของร่างกายได้ในบริเวณนั้นๆ แต่ไม่สามารถจะแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้
เนื้องอกชนิดร้ายแรงหรือมะเร็ง เซลล์มะเร็งเหล่านี้สามารถที่จะแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้โดยทางกระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลือง ถ้าเราตรวจพบว่าในอวัยวะส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากอวัยวะที่เป็นมะเร็งเริ่มต้นแล้วยังมีเซลล์มะเร็งชนิดเดียวกันอยู่ที่นั่นด้วย เราเรียกผู้ป่วยรายนั้นว่า "มีมะเร็งอยู่ในขั้นที่มีการแพร่กระจายแล้ว"
มะเร็งแม้ว่าจะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่จากการศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้จากประวัติ ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ในวงการแพทย์จึงให้คำแนะนำว่า ท่านไม่ควรบริโภคอาหารที่อาจจะเป็นสาเหตุของการก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ ดังนี้
อาหารที่ขึ้นราง่าย เช่นถั่วลิสงที่เรามาบดใส่ในก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ถ้าเก็บรักษาไม่ดี ไว้ในที่ชื้นๆจะทำให้เกิดเชื้อราที่มีสารพิษ ซึ่งทำให้สามารถเกิดโรคมะเร็งของตับได้
อาหารหมักที่ใช้ดินประสิว การหมักด้วยดินประสิวจะทำให้เนื้อสัตว์มีสีแดงน่ารับประทาน ถ้ารับประทานดินประสิวเข้าไปบ่อยๆ จะไปรวมกับสารอาหารบางอย่างในอาหารอื่นๆ ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งของตับและสมองได้
อาหารที่มียาฆ่าแมลงติดค้างอยู่ เช่นพวกผักผลไม้ต่างๆ ต้องมีการแช่น้ำไว้ 15-20 นาที หรือล้าง 2-3 ครั้ง ยาฆ่าแมลงบางอย่างอาจเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกาย ทำให้เกิดมะเร็งของกระเพาะอาหาร มะเร็งของตับและไตได้
อาหารที่ใส่สี ที่ไม่ได้ทำไว้สำหรับผสมอาหาร อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้
อาหารที่สุกเกินไปจากการทอดหรือย่าง มีลักษณะสีดำเหมือนถ่าน ซึ่งเชื่อกันว่ามีสารก่อมะเร็งอยู่ในส่วนที่ไหม้เกรียมนั้น
ดังนั้น ถ้าท่านหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ท่านจะได้รับสารที่อาจก่อมะเร็งเข้าไปในบริเวณร่างกายน้อยลง
น้ำมันปลา
ปัจจุบันมีการนำผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายรูปแบบ มาใช้ในจุดมุ่งหมายเดียวกับยา คือเพื่อรักษาโรค ป้องกันโรค หรือบำรุงร่างกาย ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ดีจริงหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับยา ยาขนานหนึ่งอาจต้องใช้เวลานับ 10 ปีและเงินทุนจำนวนมากในการค้นคว้า วิจัย ทดลองกับสัตว์ทดลอง และคน ว่าไม่ก่อให้เกิดอันตรายและมีฤทธิ์รักษาโรคได้ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเหล่านี้ ก็ต้องอาศัยข้อมูลทางการแพทย์มาสนับสนุน เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจที่จะซื้อมารับประทาน
" น้ำมันปลา" ( fish oil) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ได้รับความนิยมในการรับประทานอย่างแพร่หลาย สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์ในน้ำมันปลา คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกลุ่มหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า กรดไขมันโอเมก้าสาม น้ำมันปลาสกัดจากเนื้อและหนังของปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า แซลม่อน แมคคาเรล เทราท์ น้ำมันที่สกัดได้นี้ มีกรดไขมันโอเมก้าสาม 2 ชนิด คือ Eicosapentaenoic acid เรียกโดยย่อว่า EPA และ docosahexaenoic acid เรียกโดยย่อว่า DHA ส่วนน้ำมันตับปลาที่เรารู้จักกันดี สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง มีสารสำคัญคือวิตามินเอ และดี
สำหรับประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้าสาม ในทางการแพทย์คือ สามารถลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด จากรายงานพบว่าต้องใช้ในปริมาณสูงถึง 2 กรัมต่อวัน การใช้ลดการอักเสบในคนไข้โรครูมาตอยด์ที่มีอาการปวดข้อ การใช้เพื่อลดอาการคันและอักเสบในคนไข้โรคสะเก็ดเงิน ซึ่งเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่มีอาการอักเสบร่วมด้วย
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประโยชน์ของ DHA กับการพัฒนาสมองและดวงตา โดยมีการนำ DHA ไปเสริมในนมสำหรับทารก หรือหญิงมีครรภ์ การใช้ในโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ที่พบในผู้สูงอายุ ซึ่งการใช้ในกลุ่มคนไข้เหล่านี้ ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปอีกในอนาคต
ที่มา : ภ.ญ. มยุรี องค์เจริญ

ผักอะไรเอ่ย...เส้นใยอาหารสูง อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน ช่วยป้องกันมะเร็ง
ฟักทองเป็นผักผลที่มีเนื้อสีเหลือง ถึง เหลืองอมส้ม ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพันธุ์อะไร สีเหลืองหมายถึงเบต้าแคโรทีน นักวิจัยพบว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในกระเพราะปัสสาวะในวัยสูงอายุ นอกจากเบต้าแคโรทีนแล้ว ฟักทองยังมีธาตุเหล็ก วิตามินซี ตลอดจนไนอาซิน วิตามินบี 1 และ วิตามินบี 2 ฟักทองมีเส้นใยอาหารสูง ไขมันน้อย และ แคลอรี่ต่ำ เหมาะเป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก ในตำราโบราณระบุว่าฟักทองช่วยป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต บำรุงตับ ไต และ สายตา ฟักทองเป็นผักที่มากด้วยคุณค่าโภชนาการและรสชาติอร่อย ทำอาหารได้หลากหลาย
วันนี้คุณมีฟักทองอยู่ในมืออาหารบ้างไหม?
|